จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร หนุนเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองสายพันธุ์หอยโข่งของไทย สร้างรายได้ให้เกษตรกร

        จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จัดประชุมแบบออนไลน์ หนุนเกษตรกรเพาะเลี้ยงหอยเชอรี่สีทองสายพันธุ์หอยโข่งของไทย เป็นทางเลือกใหม่ สร้างเศรษฐกิจเนื่องจากนำมาแปรรูปได้อย่างหลากหลาย

        วันที่ 25 กุมภาพันธุ์ 2565 ที่หอประชุมจามจุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ศาสตราจารย์ ดร.สมศักดิ์ ปัญหา ผู้อำนวยการศูนย์เป็นเลิศความหลากหลายทางชีวภาพ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศาสตราจารย์ ดร.ทศวรรษ สีตะวัน รองอธิการมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ร่วมกันเปิดประชุมสัมมนาแบบผสมผสาน ในหัวข้อ”บนทางหลายแพร่ง อันเนื่องมาจากการเพาะเลี้ยงหอยเชอรี่สีทอง” ซึ่งเป็นการประชุมสัมมนาแบบออนไลน์ มีผู้เข้าร่วมประชุมจากมหาวิทยาลัยหลายแห่งในประเทศ เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการที่จะเริ่มต้นฟื้นฟูหอยโข่งในธรรมชาติ ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งจากหอยโข่งสายพันธุ์ไทยและหอยเชอรี่ เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันในการกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันตลอดจนการวิจัยที่เกี่ยวข้องต่อเศรษฐกิจสังคมและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการส่งเสริมเกษตรกรให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน

        ดร.สมศักดิ์ ปัญหา กล่าวว่า หอยโข่งและหอยเชอรี่ สามารถเลี้ยงได้ในนาข้าว เพราะมูลจากหอยเชอรี่จะเป็นปุ๋ยอย่างดีสำหรับข้าว และสามารถแบ่งหอยเชอรี่ได้เป็น 2 พวก คือ พวกที่มีเปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล เนื้อและหนวดสีเหลือง และพวกมีเปลือกสีเขียวเข้มปนดำ เจริญเติบโตและขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว ลูกหอยอายุเพียง 2 – 3 เดือน จะจับคู่ผสมพันธุ์ได้ตลอดเวลา หลังจากผสมพันธุ์ได้ 1 – 2 วัน ตัวเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยคลานไปวางไข่ตามที่แห้งเหนือน้ำ เช่น ตามกิ่งไม้ ต้นหญ้าริมน้ำ โคนต้นไม้ริมน้ำ ข้าง ๆ คันนา และตามต้นข้าวในนา ไข่มีสีชมพูเกาะติดกันเป็นกลุ่มยาว 2 – 3 นิ้ว แต่ละกลุ่มประกอบด้วยไข่เป็นฟองเล็ก ๆ เรียงตัวเป็นระเบียบสวยงาม ประมาณ 388 – 3,000 ฟอง ไข่จะฟักออกเป็นตัวหอยภายใน 7 – 12 วัน หลังวางไข่ เนื้อหอยเชอรี่มีโปรตีนสูงถึง 34 - 53 เปอร์เซ็นต์ ไขมัน 1.66 เปอร์เซ็นต์ ใช้ประกอบอาหารและแปรรูปได้หลายอย่าง เช่น ส้มตำ ปิ้งย่าง ลูกชิ้น เนื้อหอยเชอรี่ ยังใช้ทำเป็นอาหารสัตว์เลี้ยง เช่น เป็ด ไก่ สุกร เป็นต้น

        นอกจากนี้ เปลือกก็สามารถปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินได้ หรือนำไปป่นเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโปรตีน ตัวหอยทั้งเปลือกถ้านำไปฝังบริเวณทรงพุ่มไม้ผล เมื่อเน่าเปื่อยก็จะเป็นปุ๋ยทำให้ต้นไม้เจริญเติบโตเร็ว และได้ผลผลิตดี สถาบันหัวใจและปอดแห่งชาติของแคนาดา ระบุว่า หอยเชอรี่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร คือเป็นแหล่งของวิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง (ไทอามีน) วิตามินบีสอง (ไรโบเฟลวิน) วิตามินบีสาม (ไนอาซิน) วิตามินซี (กรดแอสคอร์บิค) และวิตามินดี (แคลซิฟีรอล) การบริโภคหอยเชอรี่ช่วยให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุประเภท แร่เหล็ก ทองแดง ไอโอดีน แมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี แมงกานีส และฟอสฟอรัส อย่างไรก็ตาม หอยเชอรี่ดิบอาจมีพยาธิและแบคทีเรีย จึงควรหลีกเลี่ยง โดยในปัจจุบันหอยชนิดนี้เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมอย่างสูงด้วยรสชาติที่อร่อย


image รูปภาพ
image
image
image
image
image
image
image
image

Line

คะแนนโหวต :
StarStarStarStarStar