<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[เทศกาล ประเพณี]]></title>
<link>https://sakonnakhon.prd.go.th/th/content/category/index/id/117</link>
<atom:link href="https://sakonnakhon.prd.go.th/th/content/category/index/id/117" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[แห่ดาวคริสต์มาส ท่าแร่]]></title>
<link>https://sakonnakhon.prd.go.th/th/content/category/detail/id/117/iid/13835</link>
<guid isPermaLink="false">bdf27b04a1638ece3b809e9ff91616a6</guid>
<pubDate>Mon, 05 Apr 2021 11:25:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>แห่ดาวที่ท่าแร่</strong> ถ้าใครที่อยากสัมผัสรูปแบบเทศกาลคริสต์มาสที่ไม่จำเจ ไม่ซ้ำใคร ขอแนะนำให้มาที่ &quot;ชุมชนบ้านท่าแร่ &quot; ต.ท่าแร่ อ.เมือง จ.สกลนคร หมู่บ้านท่าแร่เป็นชุมชนคาทอลิคเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี และถือว่าเป็นชุมชนชาวคริสต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ชาวบ้านแทบทุกหลังคาเรือนนับถือศาสนาคริสต์ เล่ากันว่า ในอดีตชาวท่าแร่เป็นคริสตศาสนิกชน อพยพมาจากประเทศเวียดนาม ที่ได้รับการปลดปล่อยจากการเกณฑ์แรงงานทาสและมีผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผีปอบ จำนวน 40 คน มาอาศัยอยู่ในตัวเมืองสกลนคร โดยมีบาทหลวงเกโก มิชชันนารีชาวฝรั่งเศสคอยดูแล เมื่อจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ทั้งมีปัญหากับเจ้าหน้าที่รัฐบางคน บาทหลวงเกโกจึงหาทำเลที่ตั้งหมู่บ้านใหม่ โดยจัดทำแพขนาดใหญ่ทำด้วยเรือเล็ก นำไม้ไผ่ผูกติดกัน ใช้ผ้าห่มและผืนผ้าขึงแทนใบ บรรทุกทั้งคนทั้งสัมภาระ ให้สายลมพัดพาไปในทิศที่พระเป็นเจ้าทรงประสงค์ ในที่สุดพวกเขาสามารถข้ามไปอีกฟากหนึ่งของหนองหารได้อย่างปลอดภัย และตั้งรกรากใหม่เป็นชุมชนชาวคริสต์ บ้านท่าแร่ เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาสที่ท่าแร่ จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 23-24 ธันวาคม ของทุกปี โดยนอกจากจะมีกิจกรรมถนนคนเดิน ไว้ให้นักช๊อปเที่ยวชมและซื้อสินค้าแล้ว ในค่ำคืนของวันที่ 23 ธันวาคม จะมีรถขบวนแห่ดาวใหญ่ จากชุมชนทั้ง 15 ชุมชนของเทศบาลตำบลท่าแร่ โรงเรียนในตำบลท่าแร่ จากประชาชนทั่วไปที่อยู่ในท้องที่ และจากต่างจังหวัด ที่ตกแต่งรถดาวใหญ่ ประดับประดาด้วยไฟแสงสี มีซานต้าและซานตี้อยู่บนขบวนรถ คอยแจกลูกอมให้กับผู้คนและนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวชม พร้อมกับเปิดเพลงคริสต์มาส แห่รอบชุมชนบ้านท่าแร่ ก่อนที่จะจอดรวมกันที่ศาลามาร์ติโน ท่าแร่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ถ่ายภาพอันสวยงามไว้เป็นที่ระลึก ส่วนในค่ำคืนของวันที่ 24 ธันวาคม จะมีพิธีแห่ดาวเล็ก (ดาวมือถือ) แบบดั้งเดิม รอบวัดอาสนวิหารอัครเทวดามีคาแอล ท่าแร่ ก่อนที่จะเข้าวัด ชมการแสดงละครเทวดา &quot;การกำเนิดของพระเยซูกุมาร&quot; และประกอบพิธีมิสซาเนื่องในวันคริสต์มาส</p>

<p><strong>ประเพณีแห่ดาวที่สกลนคร</strong> ประเพณีแห่ดาวที่สกลนคร เกิดขึ้นและเกี่ยวข้องโดยตรงกับ พระอัครสังฆราชลอเรนซ์ คายน์ แสนพลอ่อน อดีตผู้ปกครองอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสงระหว่างปี ค.ศ. 1980-2004 (พ.ศ. 2523-2547) ที่มีความประสงค์จะให้หมู่บ้านคริสตชนในเขตปกครอง ได้นำดาวที่ใช้แห่ในคืนวันที่ 24 ธันวาคม เพื่อเฉลิมฉลองการบังเกิดมาของพระเยซูเจ้า ในหมู่บ้านของตน มาร่วมแห่อีกครั้งที่สกลนครเพื่อสนับสนุนกลุ่มคริสตชนวัดพระหฤทัยฯ สกลนคร ซึ่งยังมีจำนวนน้อยอยู่ การแห่ดาวที่สกลนครเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ค.ศ. 1982 (พ.ศ. 2525) หลังจาก พระคุณเจ้าคายน์ แสนพลอ่อน สร้างสำนักมิสซังแห่งใหม่ที่สกลนครและย้ายมาประจำที่สำนักใหม่แล้ว โดยมอบหมายให้ชุมชนท่าแร่ หมู่บ้านคริสตชนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และศูนย์กลางของอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง เป็นผู้นำในการทำดาวและประดับประดารถบุษบก ถ้ำพระกุมารที่ใช้ในขบวนแห่ โดยเริ่มแห่จากศาลากลางจังหวัดสกลนครไปยังบริเวณโรงเรียน เซนต์ยอแซฟสกลนคร ก่อนที่จะมีพิธีเฉลิมฉลองคริสต์มาส เหมือนเช่นที่ทำกันในแต่ละวัด เป็นธรรมดาอยู่เองที่การริเริ่มทำสิ่งใหม่ที่ไม่มีใครทำมาก่อน ย่อมมีอุปสรรคปัญหาและความยากลำบาก เช่นเดียวกับการแห่ดาวที่สกลนคร ในปีแรกมีดาวจากหมู่บ้านต่างๆ มาร่วมขบวนแห่จำนวนไม่มาก และไม่ได้รับการยอมรับจากชาวสกลนครเท่าใดนัก รวมถึงผู้ร่วมงานบางคนที่มองว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แต่พระคุณเจ้าคายน์ แสนพลอ่อน ยังคงยืนหยัดที่จะจัดให้มีประเพณีแห่ดาวนี้เรื่อยมา และพยายามปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้นในแต่ละปี ต่อมาได้จัดให้มีการประกวดดาวทำให้มีจำนวนดาวจากหมู่บ้านต่างๆ มาร่วมแข่งขันและขบวนแห่เพิ่มมากขึ้น หลังจากได้จัดแห่ดาวที่สกลนคร ผ่านไปหลายปีชาวสกลนครเริ่มยอมรับและกล่าวขวัญถึง บางปีไม่ได้จัดที่สกลนคร เช่นในปี ค.ศ. 1999 (พ.ศ. 2543) ย้ายไปจัดที่หมู่บ้านท่าแร่เพื่อสมโภชการเปิดปี &ldquo;ปีติมหาการุญ คริสตศักราช 2000 &rdquo; เริ่มมีเสียงเรียกร้องให้จัดที่สกลนครประจำทุกปี จนกระทั่งเมื่อปี ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546) นายปรานชัย บวรรัตนปราน ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร ขณะนั้น ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้บรรจุประเพณีแห่ดาวให้เป็นงานส่งเสริมการท่องเที่ยวงานหนึ่งของจังหวัด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว ให้มาเที่ยวชมและร่วมงานคริสต์มาสที่สกลนคร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://sakonnakhon.prd.go.th/th/file/get/file/20210405c0f3c8ccd545f5773d04dc5cb244a46f112846.jpg' type='image/jpg' length='67074' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[โส้ทั่งบั้ง]]></title>
<link>https://sakonnakhon.prd.go.th/th/content/category/detail/id/117/iid/13831</link>
<guid isPermaLink="false">834381c5483e5d256a91026c796ef76a</guid>
<pubDate>Mon, 05 Apr 2021 11:19:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>โซ่ทั่งบั้ง</strong> ถึงแม้จะกำเนิดมาจากพิธีกรรมงานศพ ที่เรียกว่า ซางกะมูด และในพิธีเจียดอง คือ ทำบุญให้แก่พ่อแม่ฝ่ายหญิงซึ่งง่าย ชายสัญญาไว้ก่อนจะทำบุญให้ โซ่ทั่งบั้งในฐานะการฟ้อนรำ การแสดงโซ่ทั่งั้งตามแบบโบราณ ได้รับการจำลองแบบให้เป็นการฟ้อน โดยประยุกต์ท่ารำจากท่ารำมาตรฐาน กรมศิลปกรรมสมกับจำลองท่าฟ้อนตามความเชื่อเรื่องผี วิญญาณผีฟ้าผีแถน เพื่อแสดงเป็น ครั้งแรกในงานเทศกาลสงกรานต์จังหวัดสกลนคร พ.ศ.2521 โดยท่าฟ้อน 7 ท่า ดังนี้ ท่าเชิญผีฟ้า ท่าส่งผีฟ้า ท่าทั่งลั้ง ท่าถวายดอกไม้และท่าเกี่ยวแขนรำในด้านการแต่งกายสตรีนักฟ้อนที่นิยมแต่งแบบชาวโซ่โบราณจะเกล้าผมทรงสูงทรงมวย มีฝ้ายสีขาวมัดมวยผม สวมเสื้อผ้าฝ่ายแขนยาวสามส่วนสีดำ หรือย้อมครามติดกระดุมเงิน นุ่งซิ่นมัดหมี่ต่อหัวต่อเชิ่งห่มสไปด้วยผ้าเก็บดอกหรือผ้าขิด ไม่สวมรองเท้าส่วนเครื่องประดับนิยมใช้เครื่องประดับที่ทำด้วยเงินเช่น ต่างหู หร้อยคอ กำไรข้อมือ กำไลข้อเท้า ในปัจจุบัน ว่าจะ มีการฟ้อนแสดงความเชื่อในพิธีทั่งบั้ง แต่ชาวโซ่ที่กุสุมาลย์ก็ยังนิยมแสดงโซ่ทั่งบั้งในพิธีเยาคนป่วยไข้ไปพร้อม ๆ กันด้วย ชาวโซ่เชื่อ ว่าซิญญาณที่ทำให้เจ็บป่วยได้นั้น อาจเกิดจากวิญญาณของผี ฟลายชนิดเช่น ผีฝ้า ผีมูล ผีกระกูล ซึ่งโดย เงื่อนไขทีหมอเยาเสนอให้ ถ้าหากเป็นที่พอใจแล้ววิญญาณผีจะออกจากร่างผู้ป่วยอาการเจ็บไขจะทุเลาลงและหายได้ ในขณะที่หมอเยาซักถามอาการมีการดูด เหล้าไหกันอยู่นั้นคนไข้แม้จะเจ็บป่วยก็จะลุกขึ้นมาร่ายรำเข้ากับเสียงแคนได้ สิ่งที่ประกอบในการแสดงโซ่ทั่งบั่งนอกจากจะ มีกลุ่มนักฟ้อนรำสตรีและกลุ่มสาธิตแสดงการเหยาคนป่วยแล้ววิ่งที่ขาดไม่ได้คือ กลุ่มนักดนตรีและผู้ที่ถือท่อนกระบอกไม้ไผ่ ่ยาว 3 ปล้อง กระทุ้งดิน เป็นจังหวะ ตามเสียงกลองสิ่งนั้นคือความหมายของ &quot;ทั่งบั้ง&quot; ของเดิมนั้นเอง</p>

<p><strong>รำโส้ทั่งบั้งของอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร</strong> เป็นการรำประกอบพิธีเหยา มีวัตถุประสงค์เพื่ออัญเชิญวิญญาณของบรรพบุรุษให้มาช่วยเหลือดูแล แนะนำ บันดาล ให้อยู่เย็นเป็นสูข หายจากความเจ็บไข้ได้ป่วย การรำโส้ทั่งบั้งของโส้อำเภอกุสุมาลย์มีท่ารำ ๕ ท่า คือ<br />
๑. ท่าเชิญผีฟ้า เพื่อเชิญวิญญาณบรรพบุรุษที่เข้าทรงหมอเหยาให้มาร่วมสนุกสนาน<br />
๒. ท่าทั่งบั้ง เป็นท่ากระแทกกระบอกไม้ใผ่ลงดินเป็นจังหวะ<br />
๓. ท่าถวายแถน เพื่อแสดงความเคารพบรรพบุรุษ<br />
๔. ท่าส่งผีฟ้า เพื่อเชิญวิญญาณบรรพบุรุษให้ตรวจตราสอดส่องดูแลผู้คนรอบๆ บริเวณที่รำ<br />
๕. ท่าเลาะตูบ เพื่อติดตามวิญญาณบรรพบุรุษที่กำลังตรวจตราสอดส่องดูแลรอบๆ บริเวณที่รำก่อนออกจากร่างทรง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://sakonnakhon.prd.go.th/th/file/get/file/20210405b85f9c55e0b2e0cbb7e4cb55226334ad111937.jpg' type='image/jpg' length='74439' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เซิ้งผีโขน บ้านไฮหย่อง]]></title>
<link>https://sakonnakhon.prd.go.th/th/content/category/detail/id/117/iid/13823</link>
<guid isPermaLink="false">a438b4dca85df8176408fdf32ad8f1bc</guid>
<pubDate>Mon, 05 Apr 2021 11:05:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p><strong>ผีโขน</strong> หมายถึง การแต่งหน้ากากคล้ายหัวโขน คือแต่ง หู ตา จมูก ปาก ให้น่ากลัวคล้ายผี ไม่เพียงปต่เท่านั้นยังจัดทำทรงผม เครื่องห่อหุ้มร่างกายให้รกรุงรัง คล้ายผีมากขึ้น เป็นงานบุญเฉพาะอำเภอพังโคน จังหวัดสกลนครน</p>

<p><strong>ผีตาโขน</strong> หมายถึง การละเล่นของงานบุญหลวงซึ่งเป็นงานบูญเฉพาะท้องถิ่นของ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และยังเป็นความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องส่งพระเวสสันดร กลับพระนคร โดยพวกผีตาโขน จะร่วมขบวนตามมาส่งเสด็จซึ่งเป็นขบวนสุดท้าย ในสมัยก่อนเรียกว่า &quot;ผีตามคน&quot; พอนานเข้าก็เพี้ยนมาเป็น &quot;ผีตาโขน&quot; ดังที่ใช้เรียนในปัจจุบันผีโขนเกิดจากความเชื่อของชนเผ่าหนึ่งในจังหวัดสกลนคร คือ เผ่าไทอีสาน ซึ่งเป็นชนกลุ่มหนึ่งในจำนวน 6 เผ่า ของจังหวัดสกลนคร ซึ่งประกอบไปด้วย เผ่าย้อ เผ่ากะเลิง เผ่าภูไทย เผ่าโส้ และเผ่าไทยอีสาน การเล่นผีโขน บ้านไฮหย่อง จึงสืบมรดกวัฒนธรรมประเพณีต่อกันมา ดังปรากฎว่า บรรดาผีมเหสักข์หลักเมือง ในบ้านไฮหย่องมีชื่อว่า &quot;ผีจันต์&quot; อยู่ในกลุ่มผีระดับสูงด้วย ที่เข้าร่วมขบวนแห่พระเวสสันดร ปัจจุบันเผ่าไทอีสาน ที่บ้านไฮหย่อง จ.สกลนคร ยังสืบทอดการแสดงผีโขนต่อมาจนถึงปัจจุบัน ประเพณีผีโขนบ้านไฮหย่อง ตรงกับวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 ซึ่งเป็นวันจัดขบวนแห่ผีโขนที่ยิ่งใหญ่</p>

<p><strong>จุดประสงค์การแสดงผีโขน</strong><br />
1.&nbsp;เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี การบำเพ็ญกุศลของพระเวสสันดรชาดกในอดีตกาล เพื่อเป็นข้อเตือนใจว่า การเป็นคนดีมีคุณธรรมมีน้ำใจเกื้อกูลต่อผู้อื่น เสียสละ บริจาค ให้อภัยซึ่งกันและกัน แม้กรณีทั้งภูตผีปีศาจ ก็ยังแซ่ซ้องสรรเสริญ เข้าร่วมขบวนแห่อัญเชิญพระเวสสันดรเข้าเมืองด้วย<br />
2.&nbsp;เพื่อเป็นการบอกบุญ พุทธศาสนิกชน ผู้ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนา ได้มีโอกาสเข้าร่วมทำบุญบริจาคทานก่อนถึงวันงานประเพณีบุญมหาชาติ โดยใช้ผีโขน แห่ไปตามหมู่บ้านต่างๆ<br />
3.&nbsp;ผีโขน เป็นส่วนหนึ่งของงานบุญมหาชาติที่สำคัญ ซึ่งทำให้งานเกิดความครึกครื้น สนุกสนาน<br />
4.&nbsp;เพื่อเป็นการพบปะสังสรรค์ ในหมู่ญาติมิตร เพื่อนฝูงในรอบหนึ่งปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นวันกลับคืนสู่มาตุภูมิของคนในหมู่บ้าน เพื่อร่วมพิธีในการแสดงผีโขน</p>

<p><strong>การประกอบพิธี </strong><br />
1.<strong>&nbsp;</strong>ก่อนที่ผีโขนจะนำขบวนเพื่อไปบอกบุญตามหมู่บ้านต่างๆ จะต้องคาระวะต่อศาลเจ้าปู่เมืองหาญ ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพบูชา ของคนในหมู่บ้านไฮหย่อง<br />
2.&nbsp;การร่วมพิธีของผีโขนจะมีห้วหน้าผีเป็นผู้ควบคุมโดยใช้เชือก ล้อมผีโขนไว้เพื่อไม่ให้แตกกลุ่มไปรบกวนชาวบ้านที่ร่วมขบวนแห่<br />
3.&nbsp;ในขณะที่เคลื่อนขบวนแห่ จะมีหัวหน้าผีเป็นผู้ร้องนำ ซึ่งเรียกว่า &quot;การเซิ้งผีโขน&quot; และผีโขนจะร้องตามหัวหน้าทีละวรรค เนื้อหาคำเซิ้งจะมีลักษณะเป็นกาพย์ เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับนิทานสอนใจ คติเตือนใจ เป็นอุทาหรณ์ให้แก่ผู้ฟัง<br />
4.&nbsp;การเซิ้งผีโขน จะมีเครื่องดนตรีประกอบการเซิ้ง ได้แก่ กลองตุ้ม ฉิ่ง ฉาบ หมากจันทร์</p>

<p><strong>ข้อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างผีโขนบ้านไฮหย่อง ต.พังโคน จ.สกลนคร กับ ผีตาโขน อ.ด่านซ้าย จ.เลย</strong>&nbsp;<br />
1.&nbsp;<strong>ความแตกต่างของขบวนแห่</strong> ผีโขนบ้านไฮหย่อง เป็นขบวนแห่ที่มีอยู่เพียง 3 - 4 ขบวน ซึ่งคงความเป็นงานบุญแบบโบราณ แต่ผีตาโขน อ.ด่านซ้าย จ.เลย เป็นขบวนที่ใหญ่มาก มีการตกแต่งสีสันของขบวนแห่ต่างๆ ให้สวยงาม มีขบวนแห่ที่ยาวมาก นอกจากนี้ยังมีการประกวดขบวนผีตาโขน การประกวดการเต้นผีตาโขน และเป็นงานประจำปีของอำเภอ<br />
2.&nbsp;<strong>ความแตกต่างของบทเซิ้งผีโขน</strong> บ้านไฮหย่องจะมีบทเซิ้งผีโขนแต่ผีตาโขนอำเภอด่านซ้ายจะไม่มี<br />
3.&nbsp;<strong>รูปแบบการเตรียมงาน</strong> บ้านไฮหย่องจะมีการเตรียมงานล่วงหน้าประมาณ 45 วัน โดยมีการประชุมคณะกรรมการหมู่บ้านเพื่อมอบหมายหน้าที่ตามความสามารถของแต่ละคน แต่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย นั้นประเพณีผีตาโขนเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวและถือเป็นงานประจำปีของอำเภอ ดังนั้นการเตรียมงานจึงต้องมีหลายส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมนอกจากนี้ยังได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวนมาก</p>

<p style="text-align: center;"><strong>ภาคนิพนธ์ของ อรอุมา วิสุกัน สถาบันราชภัฎสกลนคร กันยายน 2542</strong></p>

<p><strong>การเซิ้งผีโขนอำเภอพังโคน</strong> การเซิ้งผีโขนเป็นการเซิ้งในงานประเพณีบุญมหาชาติ หรือบุญพระเหวด หรือบุญพระเวสสันดร ของชาวบ้านไฮหย่อง ตำบลไฮหย่อง อำเภอพังโคน จังหวัดสกลนคร ซึ่งจัดขึ้นในวันขึ้น 14-15 เดือน 4 ของทุกปี ศูนย์อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม โรงเรียนพังโคนวิทยาคม ได้บันทึกข้อมูลเกี่ยวข้องกับการเซิ้งผีโขนไว้ดังนี้ &ldquo; การเซิ้งผีโขนเป็นการละเล่นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งไม่เหมือนการเซิ้งบ้องไฟหรือเซิ้งแบบอื่น ๆ ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บ้านไฮหย่องเล่าว่า&hellip; ปางเมื่อพระเจ้าสนชัย พระบิดาของพระเวสสันดร เสด็จไปเชิญพระเวสสันดรกลับพระนครนั้น ได้จัดขบวนแห่มากมาย ในบรรดาขบวนแห่นั้น ได้มีเทวดา มนุษย์ สมณะชีพราหมณ์ รวมทั้งผีต่าง ๆ เข้าร่วมขบวนแห่ โดยที่พวกผีต่าง ๆ เหล่านั้นได้ไปขอผ้านุ่งห่มของพระศรีอริย์เจ้า ซึ่งท่านไม่ใช้นั้นมาห่อหุ้มร่างกาย เพื่อปกปิดส่วนที่น่ารังเกียจ เข้าร่วมขบวนแห่พระเวสสันดร การเล่นผีโขนจะทำก่อนบุญมหาชาติ พวกที่เล่นผีโขนจะต้องเป็นผู้ชายล้วน ๆ จะพากันจัดแจงหาเครื่องดนตรี หน้ากากผี เสื้อผ้า รวมทั้งดาบผีโขน พอได้ครบแล้วก็จะนัดวันรวมกัน มีหัวหน้าเป็นผู้นำออกเรี่ยไรจุตุปัจจัยตามหมู่บ้านใกล้เคียง เพื่อนำมาสมทบในงานบุญมหาชาติ นิยมทำก่อน 5-6 วัน พอถึงวันบุญ พวกผีโขนก็จะออกเรี่ยไรตามหมู่บ้านของตนเอง การเต้นของผีโขน ขบวนที่แห่ไปตามที่ต่าง ๆ นั้น ไม่จำกัดรูปแบบ จะเดินไปเต้นไปตามเสียงดนตรี เต้นไปตามชอบใจ คือทำตัวให้เหมือนผีมากที่สุด และจะมีบทร้องเซิ้งเป็นกาพย์ ซึ่งมีผู้ร้องนำและผู้ร้องตามหลายคน ในตอนเชิญพระเวสสันดรนั้น คณะกรรมการก็จะจัดพวกผีเข้าร่วมขบวนแห่ โดยเอาเชือกผูกเป็นวงผีจะอยู่เฉพาะในวงเชือกเท่านั้น พอแห่ไปถึงวัดเป็นอันเสร็จงาน พวกผีเหล่านั้นก็จะพากันเอาหน้าผีนั้นไปเก็บไว้ จะไม่นำมาสวมเล่นอีกเลย จนกว่าจะถึงบุญมหาชาติในปีต่อไป ( การแสดงผีโขน, ผู้ที่แต่งเป็นผีผู้ชายต้องให้ครบ 6 ปี ส่วนผู้ที่แต่งเป็นหญิงต้องให้ครบ 3 ปี ถ้าครบเชื่อว่าจะได้บุญกุศล ถ้าไม่ครบเชื่อว่าจะกลายเป็นเปรตเมื่อตายไปแล้ว) การแต่งตัวของผีโขน หน้าผี ทำจากต้นนุ่น ( ไม้งิ้ว) ขุดเป็นรูปหน้ากว้างประมาณ 30 ซม. คือจะกว้างจากหัวไหล่ซ้าย ไปหัวไหล่ขวา ยาวประมาณ 50 ซม. คือจะยาวถึงสะดือ หรือเอวแล้วแต่ความถนัดของแต่ละบุคคล หน้าผีจะวาดให้เป็นรูปผีน่ากลัว ตาจะโต ฟันจะใหญ่ จมูกจะโด่ง ใบหูใหญ่ทำด้วยสังกะสีเป็นรูปสามเหลี่ยม พอสมควรกับหน้า ผมจะทำจากเชือกปอกกล้วยที่แห้งแล้ว นำมาถักเปียใส่เข้ากับหน้าผี ผมยาวถึงน่อง หรือตาตุ่ม เสื้อ ทำจากผ้าสบงจีวรเก่าของพระสงฆ์ที่ไม่ใช้แล้ว ไปขอมาจากพระที่วัด ตัดเป็นเสื้อคอกลม แขนยาว ลำตัวของเสื้อจะยาวไปถึงตาตุ่ม ย้อมเป็นสีเหลืองอมดำ หรือสีม่วงเหลือง ดาบ ทำจากไม้นุ่น ( ไม้งิ้ว) ให้โตพอเหมาะมือ ตรงปลายดาบทำให้เหมือนกับอวัยวะเพศของชาย และนิยมทาสีแดงตรงปลายและใส่ผมเข้าไปด้วย เครื่องดนตรี เป็นเครื่องดนตรีที่หาได้ง่าย ๆ จากพื้นบ้าน และนิยมเอาเครื่องใช้ของสัตว์มาทำเป็นเครื่องดนตรี ที่สำคัญคือ กลอง ทำจากหนังควาย จัน หรือ โปง ลักษณะคล้ายกระดิ่งนำมามัดรวมกันเป็นพวงใช้สั่นให้เข้ากับจังหวะ มีเสียงกังวาน ( สมัยก่อนใช้คล้องคอวัวควาย) ในการนำมาเล่นจะใช้หลาย ๆ พะวง เป็นเครื่องดนตรีเอกของการเล่นผีโขน พิน หรือ ซึง ใช้ดีดเข้าจังหวะ หรือบทเซิ้ง มี 3 สาย เขาะ หรือ เกาะ ที่ใช้แทนเสียงดนตรีได้ ข้างในมีลูกทำให้เกิดเสียง&hellip;&rdquo;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://sakonnakhon.prd.go.th/th/file/get/file/20210405698d51a19d8a121ce581499d7b701668110542.jpg' type='image/jpg' length='11252' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[เทศกาลลอยพระประทีปพระราชทาน"สิบสองเพ็งไทสกล"]]></title>
<link>https://sakonnakhon.prd.go.th/th/content/category/detail/id/117/iid/13815</link>
<guid isPermaLink="false">6d61f06b05ebda062069ae99a22cb2c3</guid>
<pubDate>Mon, 05 Apr 2021 10:56:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ประเพณีลอยกระทง เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ในสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี มีประวัติ ว่า &ldquo; ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ &ldquo; หรือ &rdquo; นางนพมาศ &rdquo; เป็นผู้คิดประดิษฐ์กระทงเป็นรูปดอกบัวหรือ &rdquo; ดอกกมุท &rdquo; ถวายพระร่วงเจ้าในวันเพ็ญเดือน ๑๒ เพื่อลอยลงน้ำซึ่งเป็นที่พอพระราชหฤทัยมาก ถึงกับทรงรับสั่งว่าทุกๆ ปีให้มีประเพณีดังนี้ขึ้น และโปรดให้เรียกประเพณีนี้ว่า &ldquo; พระราชพิธีจองเปรียง &rdquo; หรือ &ldquo; ลอยกระทงพระประทีป &rdquo; แต่ถ้าเป็นพิธีของชาวบ้านทั่วๆ ไปก็จะพากันเรียกว่า &ldquo; พิธีลอยกระทง &rdquo; หรือ &rdquo; ลอยกระทง &rdquo; โดยพุทธศาสนิกชนมีความเชื่อว่า พิธีลอยกระทงนี้เป็นพิธีสักการะบูชาแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตราบมาถึงทุกวันนี้ จังหวัดสกลนคร เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีประเพณีวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยเฉพาะประเพณีลอยกระทง ซึ่งชาวบ้านต้องทำกระทงลงลอยน้ำที่อยู่ใกล้ชุมชน และชาวจังหวัดสกลนครมี หนองหาร เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีตำนานเล่าขานอันยิ่งใหญ่ ชาวจังหวัดสกลนครได้กำหนดเอา สระพังทอง ซึ่งอยู่ใกล้หนองหาร ชาวเมืองถือว่าเป็นสถานที่ศักสิทธิ์ และปัจจุบันยังเป็นสถานที่ตั้งสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ เป็นเมืองที่ตั้งพระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวฯ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เสด็จแปร พระราชฐาน เพื่อทรงเยี่ยมพสกนิการเป็นประจำของทุกปี พระองค์ท่านได้สืบทอดประเพณีร่วมกับพสกนิกรทุกปี ทั้งนี้เป็นความภูมิใจอันหาที่เปรียบไม่ได้ของชาวสกลนครก็คือ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระประทีปไปร่วมงานลอยกระทงร่วมกับพสกนิกรที่หนองหารบริเวณสระพังทอง สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๗ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน</p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>ความเป็นมา</strong></span> ลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญและสืบทอนกันมาอย่างยาวนาน โดยสันนิษฐานว่าเป็นประเพณี ดังเดิมของอินเดีย ต่อมา ได้แพร่ขยายไปยังท้องถิ่นต่างๆ ได้แก่ เขมร พม่า ลาว และไทย ทั้งนี้ได้มีการ ปรับเปลี่ยนดัดแปลงให้ต่างไปจากเดิมบ้าง ทั้งการ ประกอบพิธีรูปแบบ และพฤติกรรม ในประเทศไทยไม่ ปรากฏหลักฐานแน่ชัดได้ว่ามีประเพณีลอยกระทงตั้งแต่เมื่อใด แต่ได้ถือว่าเอาวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ซึ่งจะตรงกับช่วงเวลาราวปลายเดือนตุลาคมถึงปลายเดือน พฤศจิกายน เป็นวันลอยกระทง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสันนิษฐานว่ามีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย ซึ่เป็นพระราชพิธีหนึ่งเรียกว่า พระราชพิธีจองเปรียงชักโคม&quot; ซึ่งเป็นการปฏิบัติเพื่อบูชาพระเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม ซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์ ่อมาได้ถือคติตามพระพุทธศาสนา คือ มีการยกโคม เพื่อบูชาพรระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณี ในชั้นดาวดึงส์ การลอยโคมบูชาพระพุทธบาท ซึ่งประดิษฐาน ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทานธี นิยมทำกันเป็นประเพณีในวันเพ็ญเดือนสิบ ดังปรากฏในราชนิพนธ์พระราชพิธีสิบสองเดือน ตอนที่ว่าด้วยลอยพระประทีปว่า &quot; การลอยพระประทีปลอยกระทงนี้ เป็น นักขัตฤกษ์ที่รื่นเริงทั่วไปของชนทั้งปวง ไม่เฉพาะ แต่การหลวง แต่จะนับเป็นพิธีอย่างใดก็ไม่ได้ด้วย ไม่ได้มีพิธีสงฆ์ พิธีพราหมณ์อันใดเกี่ยวข้อง เนื่อง ในการลอยพระประทีปนั้น เว้นไว้แต่จะเข้าใจว่า ตรงกับคำที่ว่าลอยโคมลงน้ำเช่นที่กล่าวมาแล้ว แต่ควรนับว่าเป็นราชประเพณี ซึ่งมีมาในแผ่นดิน สยามแต่โบราณ ตั้งแต่พระนครยังอยู่ฝ่ายเหนือ&quot; ทั้งนี้ได้กล่าวถึงตำนานเรื่องนางนพมาศ หรือท้าวจุฬาลักษณ์ ระสนมเอกของพระอรุณมหาราชหรือพระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยว่าในฤดูเดือนสิบสองเป็นเวลาเสด็จลงประพาสลำน้ำตามพระราชพิธีในเวลากลางคืน พระอัครมเหสีและพระสนมฝ่ายในตามเสด็จในเรือพระที่นั่ง ทอดพระเนตร การนักขัตฤกษ์ ซึ่งราชฎรเล่นในแม่น้ำตามกำหนดปี เมื่อนางนพมาศได้เข้ามารับราชการ จึงได้คิดอ่านทำ กระทงถวายพระเจ้าแผ่นดินเป็นรูปดอกบัวและรูปต่างๆ ให้ทรงลอยตามสายน้ำไหล และคิดคำขับร้องขึ้นถวาย และให้เจ้าแผ่นดินทรงดำริจักเรือพระที่นั่งเทียบขนานกันให้ใหญ่กว้างสำหรับสนมฝ่ายในจะได้ตามเสด็จประพาสได้มากกว่าแต่ก่อน ทั้งนี้ยังมีความปรากฏในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ ซึ่งเป็นพระดำรัสของพระร่วงว่า&quot; แต่นี้สืบไปเบื้องหน้าโดยลำดับ กษัตริย์ ในสยามประเทศถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์ วันเพ็ญเดือน ๑๒ ให้น้ำโคมลอยเป็นรูปดอกบัว อุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาท ณ นัมมทานที ตราบเท่ากาลปาวสาน&quot; ด้วยเหตุดังกล่าว โคมลอยรูปดอกบัวจึงปรากฏมาจนถึงทุวันนี้ แต่เปลี่ยนชื่อเรียกว่าลอยกระทงพระประทีป&quot;</p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>เหตุผลในการจัดประเพณีลอยกระทง </strong></span>เหตุผลในการจัดประเพณีลอยกระทงนั้น มีความหลากหลายตามความเชื่อต่างๆ ของทั้งทางด้านศาสนาพุทธศาสนาพราหมณ์ และตามความเชื่ออื่นๆ อาทิตย์<br />
๑. เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้าในวันเสด็จกับจากเทวโลกเมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพุทธมารดา<br />
๒. เพื่อสักระพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่ประทัยรอยพระบาทประดิษฐานไว้บนหาดทรายที่ริมแม่น้ำนัมมนที ในประเทศอินเดีย<br />
๓. เพื่อบูชาจุฬามณีบนสรวงสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศของพระพุทธเจ้า<br />
๔. เพื่อบูชาอุปคุตตเถระที่บำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล ซึ่งตามตำนานเล่าว่า เป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพระยามารได้<br />
๕. เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้า คือ พระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร<br />
๖. เพื่อแสดงความสำนึกบุญคุณของพระแม่คงคา ที่ได้นำมากินมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน รวมทั้งขอขมาลาโทษในแหล่งนั้นๆ ไม่สะอาด<br />
๗. เพื่อบูชาท้าวพกาพรหมบนสวรรค์ชั้นพรหมโลก<br />
๘. เพื่อลอยเคราะห์หรือสะเดาะเคราะห์ คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์<br />
๙. เพื่อบูชาเทพเจ้าตามความเชื่อของตน<br />
๑๐. เพื่ออธิษฐานขอพรในสิ่งที่ตนปรารถนา</p>

<p><span style="font-size:24px;"><strong>ความสำคัญของประเพณีลอยกระทง</strong></span> การลอยกระทงเป็นประเพณีที่สังคมไทยสืบทอดต่อกันมาช้านาน ด้วยฐานคติความเชื่อต่างๆ ดังกล่าวข้างตนนั้น ทำให้ประเพณีลอยกระทง มีความสำคัญหลายประการ ได้แก่<br />
๑. เป็นการแสดงความเคารพบูชาต่อสิ่งที่ตนศรัทธาและเคารพนับถือ<br />
๒. เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูและเห็นคุณค่าของน้ำ รวมทั้งรู้จักสำนักต่อความไม่เหมาะสมต่อน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งที่อำนวยความสะดวกต่อการอุปโภค บริโภคสำหรับมนุษย์<br />
๓ ก่อให้เกิดความสามัคคี ส่งเสริมประชาธิปไตย และการทำงานเป็นกลุ่ม ในกรณีที่ร่วมกันประดิษฐ์กระทงเป็นกลุ่มสำนักงาน โรงเรียน หมู่บ้าน เป็นต้น<br />
๔. เป็นการสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามที่เป็นเอกลักษณ์ของสังคมไทย ไม่ให้เสื่อมสูญ<br />
๕. เป็นการส่งเสริมศิลปะกรรมในการประดิษฐ์กระทงการประดับตกแต่งสถานที่<br />
๖. เป็นการสร้างทัศนคติให้ประชาชน รักและห่วงแหนเกี่ยวกับประเพณีไทย<br />
๗. เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว<br />
๘. เป็นการทำนุบำรุงศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการไปทำบุญตักบาตรในตอนเช้า นับเป็นการสืบอายุพุทธศาสนาต่อไป</p>
]]></description>
<enclosure url='https://sakonnakhon.prd.go.th/th/file/get/file/202104051cac897e91532d745e21bde7aa63c1ac105657.jpg' type='image/jpg' length='102847' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประเพณีไหลเรือไฟ อำเภอเต่างอย]]></title>
<link>https://sakonnakhon.prd.go.th/th/content/category/detail/id/117/iid/13810</link>
<guid isPermaLink="false">99037c80e61b902ac54842bae0f31399</guid>
<pubDate>Mon, 05 Apr 2021 10:49:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พิธีกรรมนี้ชาวไทโย้ยได้ถือปฏิบัติกันช้านาน ตั้งแต่บรรพบุรุษ เพราะมีความเชื่อมาแต่ดั้งเดิมว่า การบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ครั้งที่เสด็จไปแม่น้ำนันมทานที โดยครั้งนั้นพระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโปรดพระยานาค ก่อนที่พระองค์เสด้จกลับได้ประทับรอยไว้ ที่ริ่มฝั่งแม่น้ำนันมทานนทรี ซึ่งรอยพระบาทนี้ เป็นที่เคารพสักการะบูชาของเทวดาและมนุษย์ตลอดสัตว์ทั้งหลาย พากันกราบไหว้มาถึงทุกวันนี้ เมื่อใกล้ฤดูฝนในวันเพ็ญเดือน 10 จะมีการนำเรือไฟเพื่อบูชารอยพระบาท เรือจะประกอบด้วย ท่อนกล้วย นำมาทำเป็นเรือพาย 5 - 6 เมตร ภายในจะบรรจุด้วยข้าวต้ม ขนม กล้วย ออ้ย มะพร้าวอ่อน เผือก มันส่วนต้นเรือจะประดับตกแต่งด้วย ดอกไม้ รูปเทียนตะเกียงขี้ไต้ และดอกไม้ไฟ จุดสว่างไสวตลอด จากต้นน้ำ จนถึงท่าวัดกลางที่กำหนด ส่วนเครื่องดนตรีและผู้คนนั้น จะต้องเป็นผู้ชายล้วนๆ และเต้นประกอบดนตรีอยู่บนเรือไฟ ดนตรีบนเรือไฟนั้ประกอบด้วย กลอง ฉิ่ง ฉาบ กั๊บแก๊บ ฆ้อง ซึ่งเป็นจังหวะที่ครึกครื้นมาก พิธีไหลเรือไฟสมัยก่อน เมื่อมีการเตรียมเรือไฟไว้เรียบร้อยแล้ว ก่อนวันเพ็ญเดือน 10 แล้ว ก็จะทำพิธีตั้งเรือไฟ ที่ท่าวัดเหนือ ฮ่องอุปคต โดยผู้นำทางการประกอบพิธี ปล่อยให้เรือไฟลำแรกไหลในเวลา 18.30 น ลงมาสิ้นสุดที่ท่าวัดกลาง เรือไฟมีส่วนประกอบ 2 ส่วนคือ 1. แม่วอง 2. ตัวเรือไฟ แม่วองคือ ท่อนกล้อยยาว 80 เซนติเมตร เป็นรูปจัตุภัส ปักก้านจู้ 4 อัน โดยผู้ปักจะเป็นผู้นำในการประกอบพิธ๊ไหลเรือไฟ พร้อมกับกล่าวคำอัญเชิญ เจ้าของลำน้ำ ผีเงือก นางเงือกทั้งหลาย ให้อพยพไปยังถิ่เดิม คือฮ่อมปากกระดิง โดยชาวเมืองได้นำเรือพายอันสวยงามเพื่อให้ใช้เป็นพาหนะไหลกลับสู่ ฮ่อมปากกระดิง ขอให้เงือกทั้งหลายลงไปพร้อมกับแม่วอง ส่วนองค์ทวยเทพเบื้องบนสุด ผู้นำกล่าวพิธีจะกล่าวคำขอให้ สถิต รักษา ชาวบ้านเมืองไทโย้ย ให้รุ่งเรืองสืบไปทุกๆปี เมื่อปล่อยแม่วองทั้ง 6 ลำ แล้วก็จะเป็นการปล่อยเรือไฟจริงตามติดกันลงไปเรื่อๆจนครบทุกวัด ชาวบ้านต่างก็มีความสนุกสนาน ในการชมผู้ชายอยู่บนเรือไฟ เพราะว่ามีท่าเต้นรำในจังหวะถวายนางเงือก จังหวะลำโทน เด้งหน้า เด้งหลัง คล้ายกับผ้าเตี่ยวผืนน้อยชิ้นเดียวนั้นจะหลุดอยู่เรื่อยๆ คนเต้นรำในเรือจะต้องมีการใส่มงคลครอบหัวเป็นสีแดง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จังหวัดสกลนคร จัดงานประเพณีไหลเรือไฟขึ้นที่ อำเภออากาศอำนวยและอำเภอเต่างอย โดยจัดขึ้นในเดือนกันยายน ของทุกปี พิธีกรรมนี้ชาวไทโย้ยได้ถือปฏิบัติกันช้านาน ตั้งแต่บรรพบุรุษ เพราะมีความเชื่อมาแต่ดั้งเดิมว่า การบูชารอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ครั้งที่เสด็จไปแม่น้ำนันมทานที โดยครั้งนั้นพระพุทธเจ้าได้แสดงธรรมโปรดพระยานาค ก่อนที่พระองค์เสด้จกลับได้ประทับรอยไว้ ที่ริ่มฝั่งแม่น้ำนันมทานนทรี ซึ่งรอยพระบาทนี้ เป็นที่เคารพสักการะบูชาของเทวดาและมนุษย์ตลอดสัตว์ทั้งหลาย พากันกราบไหว้มาถึงทุกวันนี้ เมื่อใกล้ฤดูฝนในวันเพ็ญเดือน 10 จะมีการนำเรือไฟเพื่อบูชารอยพระบาท เรือจะประกอบด้วย ท่อนกล้วยนำมาทำเป็นเรือพาย 5 - 6 เมตร ภายในจะบรรจุด้วยข้าวต้ม ขนม กล้วย อ้อย มะพร้าวอ่อน เผือก มันส่วนต้นเรือจะประดับตกแต่งด้วย ดอกไม้ รูปเทียนตะเกียงขี้ไต้ และดอกไม้ไฟ จุดสว่างไสวตลอด จากต้นน้ำ จนถึงท่าวัดกลางที่กำหนด ส่วนเครื่องดนตรีและผู้คนนั้น จะต้องเป็นผู้ชายล้วนๆ และเต้นประกอบดนตรีอยู่บนเรือไฟ ดนตรีบนเรือไฟนั้นประกอบด้วย กลอง ฉิ่ง ฉาบ กั๊บแก๊บ ฆ้อง ซึ่งเป็นจังหวะที่ครึกครื้นมาก</p>
]]></description>
<enclosure url='https://sakonnakhon.prd.go.th/th/file/get/file/202104054b32c51daf80b25cc5a0bcd77d72a72f105017.jpg' type='image/jpg' length='18184' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[ประเพณี ออกพรรษา แห่ประสาทผึ้ง]]></title>
<link>https://sakonnakhon.prd.go.th/th/content/category/detail/id/117/iid/13775</link>
<guid isPermaLink="false">4adddea44950c469c231defe4c8c4913</guid>
<pubDate>Mon, 05 Apr 2021 09:21:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานนี้ชาวสกลนครร่วมกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดเป็นงานระดับชาติ กิจกรรมก็คือจัดให้มีการแข่งเรือผีพายหลายประเภททั้งทีมชาย หญิง ผู้ชนะ จะได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นประจำทุกปี จากนั้นจะเป็นกิจกรรมการทำบุญออกพรรษา และสุดท้ายจะเป็นงานประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง โดยจะมีขบวนแห่ปราสาทผึ้งจากอำเภอ คุ้ม ส่วนราชการต่าง ๆ ส่งเข้าแห่ และจะมีการประกวดการจัดทำปราสาท มีการประกวดเทพี ปราสาทผึ้ง และมหรสพสมโภช และนำปราสาทผึ้งไปถวายตามวัดต่าง ๆ ในเขตเทศบาลเมืองสกลนคร การทำปราสาทผึ้ง เพื่อแห่ไปถวายวัดตามประเพณีแห่ปราสาทผึ้งในวันออกพรรษาของ อาจารย์สิทธิศักดิ์ กางทอง อาจารย์โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล ชาวสกลนครมีความเชื่อว่าการทำบุญด้วยการถวายต้นผึ้ง เป็นบุญกุศลอย่างยิ่ง ดังนั้นในวันออกพรรษาของทุกปี ชาวคุ้มวัดต่างๆจึงนำขี้ผึ้งไปถวายวัดเพื่อให้พระท่านได้นำไปทำเทียนน้ำมนต์และเทียนเพื่อจุดให้แสงสว่างตอนกลางคืนแรกเริ่มก็ทำโครงต้นผึ้งง่ายๆด้วยการตัดต้นกล้วยมาประดิษฐ์เป็นหอทรงตะลุ่มสี่เหลี่ยมซ้อนกัน แล้วนำขี้ผึ้งมาทำเป็นดอกผึ้งเสียบรอบๆหอที่ทำขึ้น แล้วแห่ไปถวายวัด ระยะต่อมามีการพัฒนาโครงด้วยไม้เป็นทรงสิม คือมีเสา 4 เสา มีหน้าจั่ว 4 ด้าน แล้วเอาก้านกล้วยติดรอบๆโครงไม้ จึงเอาดอกผึ้งเสียบบนก้านกล้วยอีกที ต่อมามีช่างที่มีความรู้และความคิดริเริ่ม ชื่อนายช่างเสถียร ได้เริ่มทำปราสาทผึ้งจริงๆ ทำเป็นรูปปราสาทเรือนยอด เลียนแบบปราสาทราชวัง ทำด้วยไม้เป็นโครงปราสาท แล้วหล่อเทียนเป็นรูปลายไทยติดรอบๆโครงไม้ วัดที่แรกเริ่มทำก็มีวัดแจ้ง วัดสีชมพู วัดเหนือ ซึ่งยืมแบบพิมพ์จากช่างคนเดียวกันไปทำ เมื่อมีการแข่งขันปราสาทผึ้งจึงผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะมาตลอด ปัจจุบันมีช่างที่ทำปราสาทผึ้งเก่งๆหลายท่าน อาทิเช่น อาจารย์ประสาท ต้องโพนทอง ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลสกลนคร อาจารย์สนั่น นิมิตร อาจารย์โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล อาจารย์สิทธิศักดิ์ กางทอง อาจารย์โรงเรียนสกลราชวิทยานุกูล เป็นต้น ซึ่งท่านเหล่านี้รับทำปราสาทผึ้งให้วัดต่างๆมาแล้วนานนับ 10 ปี เมื่อมีการประกวดปราสาทผึ้งจึงผลัดกันชนะเลิศมาตลอด ปัจจุบันนี้ ประเพณีแห่ปราสาทผึ้ง ถือว่าเป็นประเพณีที่สำคัญและยิ่งใหญ่ประจำปีของจังหวัดสกลนคร ดังนั้นเมื่อถึงคราวออกพรรษาทุกๆปี คุ้มวัดต่างๆ จึงเชิญชวนช่างที่เก่งๆมาทำปราสาทผึ้งให้ แล้วแห่ไปรอบๆเมือง เพื่อประกวดชิงถ้วยพระราชทาน ตลอดจนประกวดขบวนแห่ปราสาทผึ้งชิงเงินรางวัลก้อนโต อันแสดงถึงความเชื่อมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีดีงามของชาวสกลนครได้เป็นอย่างดี</p>

<p><strong>ประเพณีการแห่ปราสาทผึ้ง</strong> ประเพณีของชาวอีสาน ถือว่าการทำบุญด้วยการถวายต้นผึ้ง เป็นบุญกุศลสูงส่ง ดังนั้นในการถวายทานให้แก่ผู้ตายในงานแจกข้าว (งานทำบุญให้ผู้ตาย) เมื่อถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์แล้ว ก็ถวายหอผึ้งเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้วายชนม์ ต่อมา ประเพณีดังกล่าวได้มีกลุ่มคนจัดขึ้นมาอย่างใหญ่โตด้วยความศรัทธาในเทศกาลออกพรรษา พระพุทธเจ้าจะเสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อมาโปรดเวนัยสัตว์ในโลกมนุษย์ให้พ้นทุกข์ด้วยประเพณีดังกล่าว กลุ่มชาวเมืองสกลนครที่มีคุ้มวัดต่าง ๆ จึงได้จัดทำหอผึ้ง หรือปราสาทผึ้ง ถวายที่วัดพระธาตุเชิงชุมเป็นประจำทุกปี ด้วยมีความเชื่อหลายประการ คือ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) พุทธศาสนิกชนเชื่อกันว่า การทำบุญในวันออกพรรษา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าเปิดโลกทั้งสามให้มองเห็นความเป็นอยู่ซึ่งกันและกัน และโดยพุทธานุภาพแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวบ้านได้มองเห็นหอผึ้งที่ตนทำถวาย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2) วัดพระธาตุเชิงชุมเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่พระพุทธเจ้ามาประชุมรอยพระพุทธบาทถึง 4 พระองค์ และได้มีการสร้างพระธาตุเชิงชุมครอบรอบพระพุทธบาทนั้นไว้ การนำหอผึ้งมาถวายเป็นพุทธบูชารอยพระพุทธบาทย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3) เป็นการทำบุญที่ญาติพี่น้องที่อยู่ห่างไกลได้มาพบกัน ได้มีโอกาสทำบุญร่วมกัน และร่วมประเพณีแข่งเรืออย่างสนุกสนาน</p>

<p><strong>ปราสาทผึ้งของจังหวัดสกลนคร ได้พัฒนารูปแบบของการทำปราสาทผึ้ง ออกเป็น 3 ระยะดังนี้</strong><br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;&nbsp;1) ระยะแรกยุคต้นผึ้งหรือหอผึ้ง เป็นต้นกำเนิดของปราสาทผึ้งในปัจจุบัน ทำจากต้นกล้วย ตัดให้ยาวพอสมควรทำขาหยั่งสามขายึดต้นกล้วยเข้าไว้ จากนั้นจะนำขี้ผึ้งมาเคี่ยวให้หลอมเหลวใส่ลงในแม่พิมพ์ เรียกว่าดอกผึ้ง แล้วนำมาติดที่ก้านกล้วยหรือกาบกล้วย ซึ่งต่อมาได้ทำเป็นหอผึ้ง มีลักษณะเป็นทรงตะลุ่ม ทำโครงด้วยไม้ไผ่ผูกเสริมด้วยกาบกล้วย ก้านกล้วย จะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมสองชั้น ต่อกันคล้ายเอวขันธ์หรือเอวพาน การตกแต่ง ยังนิยมประดับด้วยดอกผึ้ง ตามโครงกาบกล้วย<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 2.) ระยะที่สองยุคปราสาทผึ้งทรงหอ-ทรงสิมหรือศาลพระภูมิ ได้มีพัฒนาการทำโครงเป็นโครงด้วยไม้ โดยใช้ไม้เนื้ออ่อนทำเป็นเสาสี่ต้น พันด้วยกระดาษสี เครื่องบนทำเป็นหลักคล้ายหมาก แต่งหน้าจั่วด้วยหยวกกล้วยประดับดอกผึ้ง ในส่วนปราสาทผึ้งทรงสิมจะลดความสูงลง ทำหน้าจั่วทรงจตุรมุขตามแบบสิมพื้นบ้านของภาคอีสานโดยทั่วไป การประดับตกแต่งใช้วิธีการแทงหยวกประดับป้านลม ช่อฟ้า ใบระกา ด้วยดอกผึ้งตามส่วนต่าง ๆ<br />
&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 3) ยุคปราสาทผึ้งเรือนยอด เป็นการทำปราสาทผึ้ง โดยการพัฒนารูปแบบลวดลายองค์ประกอบให้วิจิตรพิศดารยิ่งขึ้น ด้วยโครงไม้ ให้เป็นทรงปราสาทจตุรมุขมีเรือนยอดเรียวหรือที่เรียกว่า &ldquo;กฎาคาร&rdquo; ตัวอาคารทั้งสี่ด้านต่อเป็นมุขยื่นออกไปมีขนาดเท่ากับบางแห่งสร้างปราสาทสามหลังติดกัน นอกจากนี้ยังเน้นความประณีตในการตกแต่งผึ้งให้งดงาม เช่นกำแพงแก้ว หน้าบัน ช่อฟ้าใบระกา นาคสะดุ้ง โดยใช้ศิลปกรรมไทยหรือผสมผสานระหว่างศิลปะอีสานกับไทยภาคกลาง เป็นการสร้างปราสาทที่เลียนแบบที่ประทับพระมหากษัตริย์ เพื่อถวายแด่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประดับตกแต่งมีทั้งแบบหล่อแกะลาย และแบบติดพิมพ์สมัยใหม่</p>

<p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การแห่ปราสาทผึ้งจะมีอยู่ 2 ส่วน คือในวันขึ้น 14 ค่ำเดือน 11 จะเป็นการนำปราสาทผึ้งไปชุมนุมกันเพื่อฉลองคบงัน 1 วัน 1 คืน ในวันรุ่งขึ้น เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11จะเป็นวันแห่ปราสาทผึ้งไปทอดถวาย ณ วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร ซึ่งจะมีขบวนแห่อย่างสวยงาม ประกอบด้วยการแสดงพื้นบ้านต่าง ๆ ของสภาวัฒนธรรมอำเภอทุกอำเภอ เช่น การแต่งกาย 6 เผ่า การรำมวยโบราณการฟ้อนถูไท(ผู้ไทย) การแสดงดนตรีพื้นเมืองการแสดงถึงวิถีชีวิตของคนสกลนครซึ่งเป็นประเพณีที่มีความสนุกสนานแต่ในขณะเดียวกันได้แสดงออกถึงความเชื่อในพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญและถือเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของจังหวัด สกลนคร</p>
]]></description>
<enclosure url='https://sakonnakhon.prd.go.th/th/file/get/file/202104055840eedad634fcb5cc172e26c060c079092146.jpg' type='image/jpg' length='642052' />
</item>
</channel>
</rss>
